เหตุการณ์ระเบิด 2 จุดใจกลางกรุง ทั้งบริเวณศาลท้าวมหาพรหม ราชประสงค์ และท่าเรือสาทร ถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร แต่ในเรื่องราวที่เลวร้ายสร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้ประชาชนก็ยังพอจะมีเรื่องดีเกิดขึ้น?
เมื่อได้พบเห็นความร่วมมือ ความสามัคคีของคนไทยเพิ่มขึ้น ไม่ดูดายเหมือนแต่ก่อน ชนิดที่เรียกได้ว่า ตัวใครตัวมัน!
ส่วนภาคเอกชนก็ลุกขึ้นมาให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่เช่น กรณี พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.เชิญสมาชิกสมาคมศูนย์การค้าไทย เจ้าของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ในกรุงเทพฯ มาประชุมเพื่อแนะนำให้เสริมเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังนำเข้ามาในระบบ
อาทิ ระบบกล้องวงจรปิดแบบเมทริกซ์ เฟสสเปเคคอนดิชั่น เพื่อสแกนหรือตรวจจับใบหน้าบุคคลต้องสงสัย หรือกล้องสมาร์ทคาเมร่าที่ใช้ร่วมกับวีดิโออนาไลท์ติกส์ ใช้ตรวจจับวัตถุและสิ่งของต้องสงสัยแบบอัตโนมัติ
เพราะได้บทเรียนราคาแพงหลังเหตุระเบิด ทำให้เจ็บปวดถึงกระดองใจคือ กล้องวงจรปิดที่มีอยู่ทั่วไปหมดนับพันตัว เมื่อเกิดเหตุต้องการใช้งานขึ้นมากลับมีสภาพเหมือนกล้องปัญญาอ่อน ไม่สามารถตอบโจทย์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ไม่สามารถติดตามคนร้ายได้อย่างทันท่วงที!
ตัวอย่างที่เห็นคือ ภาพมือระเบิดเสื้อสีเหลืองที่ได้จากกล้องวงจรปิดที่มีคนเอามาแชร์กันทั่วโซเชียลมีเดีย ดูจนตาถลนก็มองตำหนิรูปพรรณสำคัญของคนร้ายไม่ออก มองรูปนึงผมสีทอง แต่อีกรูปกลับผมดำ
ถ้าภาพวงจรปิดชัดเจนซักหน่อย บางทีเจ้าหน้าที่ประจำตามสนามบินหรือด่านชายแดน หรือตรวจผ่านไปพบคนร้าย อาจจดจำใบหน้าได้แม่นยำกว่านี้?
อุปกรณ์ทั้งหมดนอกจากช่วยการทำงานของตำรวจแล้ว ยังสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของห้างสรรพสินค้านั้นๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นค่าใช้จ่ายสำหรับเทคโนโลยีอันทันสมัยก็คงแพงหูฉี่
ถ้าไม่เกิดระเบิดจนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวแทบพัง รัฐบาลคงไม่เต้นทุ่มงบประมาณเสริมให้ขนาดนี้
หรือถ้าไม่เกิดระเบิด เจ้าของห้างสรรพสินค้าไม่รู้จะเต็มใจร่วมลงทุนมากกว่าเก็บผลกำไรเข้ากระเป๋าหรือเปล่า
แต่ใช่ว่า มีเทคโนโลยีดีแล้ว กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะไม่ก่อเหตุ หูตาของชาวบ้านยังสำคัญที่สุดเสมอสำหรับเจ้าหน้าที่ เพราะเป็นการป้องกันมากกว่าปราบปรามหลังเกิดเหตุขึ้นแล้ว?